สมาคมพยาบาลฯ สาขาภาคใต้

กระดานข่าวถาม-ตอบ

ห้ามพยาบาลเย็บแผลโดยไม่มีแพทย์ควบคุม

by แมงพง @December,02 2009 13.42 ( IP : 58...190 ) | Tags : กระดานข่าวถาม-ตอบ

ห้ามพยาบาลเย็บแผลโดยไม่มีแพทย์ควบคุม ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด                       คดีหมายเลขดำที่        อ. ๕๙๐/๒๕๔๙                 คดีหมายเลขแดงที่      อ.๔๕๒/๒๕๕๑       ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์                                 ศาลปกครองสูงสุด                                       วันที่    ๘      เดือน ตุลาคม  พุทธศักราช ๒๕๕๑


<br />

เรื่อง  คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่ง โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (อุทธรณ์คำพิพากษา)

    ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๐๙/๒๕๔๘ หมายเลขแดงที่ ๙๙๖/๒๕๔๙ ของศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง)
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า     ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการรักษาบาดแผลที่นิ้วกลางและนิ้วชี้มือขวาที่โรงพยาบาลบางปะอิน โดยมีพยาบาลเป็นผู้ให้การรักษา<br />

แต่ไม่ได้อยู่ในความควบคุมของแพทย์ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เป็นเหตุให้บาดแผลเกิดการติดเชื้อต้องตัดนิ้วกลางมือขวาออก ๒ ข้อ และนิ้วชี้ไม่สามารถงอได้ตามปกติ ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๖ ร้องเรียนไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือลงวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๘
แจ้งผู้ฟ้องคดีว่าเป็นกรณีไม่มีมูล ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ถูกต้องตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยบุคคลซึ่งกระทรวง ทบวง กรม กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นอื่นหรือสภากาชาดไทยมอบหมายให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่ง ดังนี้ ๑. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองพิจารณาข้อร้องเรียนของผู้ฟ้องคดีใหม่ ๒. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พิจารณาให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาล คณะแพทย์  และพยาบาลโรงพยาบาลบางปะอินร่วมกันรับผิดต่อผลที่เกิดขึ้น ๓. เพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๘ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า  ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๖ ร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่าเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๖ ผู้ฟ้องคดีได้เข้ารับการรักษาบาดแผลจากเครื่องขูดมะพร้าวที่นิ้วกลางและนิ้วชี้มือขวาที่โรงพยาบาลบางปะอิน ซึ่งมีพยาบาลเป็นผู้ให้การรักษาบาดแผลโดยฉีดยาชาที่นิ้ว ตัดหนังหุ้มปลายนิ้วแล้วเย็บแผล ในระหว่างที่ตัดนิ้วกลางผู้ฟ้องคดีรู้สึกเสียวที่รักแร้ จากนั้นมีเลือดออกที่นิ้วกลางและนิ้วชี้ พยาบาลได้เปิดแผลแล้วเย็บใหม่ ต่อมาในวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๖ ผู้ฟ้องคดีได้ไปทำแผลที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก เมื่อแพทย์เปิดดูแผลปรากฏว่านิ้วกลางมีสีดำเนื่องจากเลือดไม่ไปเลี้ยงที่ปลายนิ้ว แพทย์จึงสั่งให้เข้าห้องผ่าตัด หลังจากนั้นผู้ฟ้องคดีได้ย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท ๒ แพทย์วินิจฉัยว่ามีการติดเชื้อที่เอ็นนิ้วมือ ปัจจุบันผู้ฟ้องคดีสูญเสียอวัยวะซึ่งทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ รวมทั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเป็นจำนวนมาก เมื่อรับเรื่องร้องเรียนของผู้ฟ้องคดีแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้เสนอเรื่องต่อประธานคณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ชุดที่เจ็ด เพื่อดำเนินการสืบสวน หาข้อเท็จจริง ซึ่งคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้อาศัยอำนาจตามข้อ ๖ หมวด ๒ ของข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยกระบวนวิธีพิจารณาด้านจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพ เวชกรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ จัดประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อกำหนดแนวทางการแสวงหาข้อเท็จจริงและอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ มีหนังสือลงวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๖ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไปให้ข้อมูลต่อคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ และได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๖ ถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางปะอิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท ๒ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลทหารผ่านศึก ให้ส่งสำเนาเวชระเบียนของผู้ฟ้องคดีและสรุปผลการตรวจรักษาของแพทย์ ที่ทำการตรวจรักษาผู้ฟ้องคดี ต่อมาโรงพยาบาลบางปะอินมีหนังสือลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ส่งสรุปผลการตรวจรักษาพยาบาลของแพทย์ สำเนาเวชระเบียนของผู้ฟ้องคดี
แนวทางการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน และสรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริง โรงพยาบาล ทหารผ่านศึกมีหนังสือลงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ส่งสรุปผลการดูแลรักษาและ เวชระเบียนของผู้ฟ้องคดี และโรงพยาบาลพญาไท ๒ มีหนังสือลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๖ ส่งสำเนาเวชระเบียนและสรุปผลการตรวจรักษาผู้ฟ้องคดีของนายแพทย์ธงชัย ลิมปวัฒนศิริ ต่อมาในวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๖ ผู้ฟ้องคดีได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ซึ่งคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้พิจารณาหนังสือร้องเรียนของผู้ฟ้องคดี หนังสือสรุปผลการตรวจรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลบางปะอิน โรงพยาบาลทหารผ่านศึก และโรงพยาบาลพญาไท ๒ รวมทั้งบันทึกคำให้การของผู้ฟ้องคดี และระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยบุคคลซึ่งกระทรวง ทบวง กรม กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหรือสภากาชาดไทยมอบหมายให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๙ แล้วเห็นว่าในการรักษาผู้ป่วยรายของผู้ฟ้องคดีเป็น กรณีที่แพทย์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง มีเพียงพยาบาลเท่านั้นที่ให้การตรวจและทำการรักษาบาดแผลให้ผู้ฟ้องคดี ซึ่งพยาบาลมีสิทธิทำได้เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยบุคคลฯ พ.ศ. ๒๕๓๙ ว่าเป็นกรณีไม่มีมูล และได้สรุปรายงานความเห็นเสนอให้คณะกรรมการแพทยสภาพิจารณาตามข้อ ๓๑ และข้อ ๓๒ หมวด ๔ ของข้อบังคับ แพทยสภา ว่าด้วยกระบวนวิธีพิจารณาคดีด้านจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งคณะกรรมการแพทยสภาได้นำเรื่องของผู้ฟ้องคดีเข้าพิจารณาในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๘ โดยได้พิจารณารายงานความเห็นของคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ แล้วเห็นว่าการรักษาผู้ป่วยรายผู้ฟ้องคดีเป็นกรณีที่แพทย์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง มีเพียงพยาบาลเท่านั้นที่ให้การตรวจและทำการรักษาบาดแผลให้ผู้ป่วย
ซึ่งพยาบาลมีสิทธิทำได้ เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยบุคคลฯ พ.ศ. ๒๕๓๙  ดังนั้น การประกอบวิชาชีพเวชกรรมของนายแพทย์ชัยพร นันทรัตนสกุล
ซึ่งเป็นแพทย์เวรโรงพยาบาลบางปะอิน จึงเป็นไปตามข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วย การรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๖ หมวด ๓ ข้อ ๑ ซึ่งกำหนดว่า
“ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องรักษามาตรฐานของการประกอบวิชาชีพเวชกรรมในระดับ ที่ดีที่สุด...” จึงมีมติว่าเป็นกรณีไม่มีมูล หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีหนังสือ ลงวันที่
๒๖ เมษายน ๒๕๔๘ แจ้งมติคณะกรรมการแพทยสภาในการประชุมดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่ากรณีร้องเรียนนายแพทย์ชัยพรเป็นกรณีไม่มีมูล จึงยกข้อกล่าวหา ผู้ฟ้องคดีคัดค้านคำให้การว่า  ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองพิจารณาข้อร้องเรียนของ ผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้คำนึงถึงการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์เวร พิจารณาแต่เพียงว่า แพทย์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการรักษาผู้ฟ้องคดีและพยาบาลมีสิทธิทำการรักษาได้เท่านั้น ทั้งที่ข้อ ๖ ของระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยบุคคลซึ่งกระทรวง ทบวง กรม กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นอื่น หรือสภากาชาดไทยมอบหมายให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๙ กำหนดว่า "บุคคลซึ่งได้รับมอบหมาย จะทำการประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้เฉพาะ... ข้อ ๖.๓ ต้องอยู่ในควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม" และมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพ เวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ บัญญัติว่า "ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หมายความว่า บุคคลซึ่ง ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา" ดังนั้น พยาบาลจะทำการรักษาบาดแผลหรือเย็บแผลต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์ เมื่อไม่มีแพทย์ควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ พยาบาลจึงไม่สามารถที่จะทำการรักษาบาดแผล เย็บแผลหรือสั่งยาให้ผู้ฟ้องคดีได้ การพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การเพิ่มเติมว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ใช้ดุลพินิจ ในการพิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนของผู้ฟ้องคดีเป็นไปตามหลักการและเหตุผลโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว กล่าวคือ ในช่วงที่ผู้ฟ้องคดีเข้ารับการรักษาบาดแผล ที่โรงพยาบาลบางปะอินเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๖ พยาบาลมีหน้าที่ต้องรายงาน ให้แพทย์ผู้อยู่เวรในช่วงนั้นได้รับทราบเพื่อทำการปรึกษาเกี่ยวกับการรักษาบาดแผลของ ผู้ฟ้องคดี ซึ่งตามหนังสือร้องเรียนของผู้ฟ้องคดีประกอบกับหนังสือชี้แจงของแพทย์
ปรากฏข้อเท็จจริงว่าแพทย์ผู้อยู่เวรในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ได้รับรายงานหรือข้อปรึกษาจากพยาบาลผู้ทำการรักษาเกี่ยวกับการเข้ารับการรักษาบาดแผลของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นเหตุ ให้แพทย์ไม่ได้พบผู้ฟ้องคดีและไม่ได้มีส่วนในการรักษาหรือควบคุมการรักษาแต่อย่างใด ดังนั้น การที่แพทย์ไม่ได้พบผู้ฟ้องคดีและไม่ได้มีส่วนในการรักษา จึงไม่ได้เกิดจากการ ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ที่อยู่เวรในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นกรณีที่แพทย์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม และมีมติว่ากรณีไม่มีมูล มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว และ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาวินิจฉัยกรณีร้องเรียนของผู้ฟ้องคดี โดยชอบและถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอน คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ๒ ประเด็น ดังนี้ ประเด็นที่หนึ่ง  มติของคณะกรรมการแพทยสภาในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๘ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้ข้อเท็จจริง รับฟังได้ว่ามติของคณะกรรมการแพทยสภาในการประชุมครั้งดังกล่าวให้ยกข้อกล่าวโทษนายแพทย์ชัยพร นันทรัตนสกุล แพทย์โรงพยาบาลบางปะอิน เนื่องจากได้ดำเนินการ ตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว และโดยที่มาตรา ๓๙ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ กำหนดให้คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการแพทยสภาเป็นที่สุด แต่เมื่อก่อนจะมีมติในการประชุมครั้งดังกล่าวยังไม่ได้พิจารณาว่าในวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๖
ซึ่งเป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีเข้ารับการรักษา นายแพทย์ชัยพรซึ่งเป็นแพทย์เวรได้อยู่ประจำโรงพยาบาลในขณะที่ผู้ฟ้องคดีเข้ารับการรักษาหรือไม่ ประกอบกับมติดังกล่าว ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภานายกพิเศษตามมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ และยังไม่ได้ทำเป็นคำสั่งแพทยสภา
ตามมาตรา ๓๙ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๘ แจ้งมติคณะกรรมการ แพทยสภาในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๘ พร้อมทั้งแจ้งสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ทั้งที่มติคณะกรรมการแพทยสภาดังกล่าว ยังไม่ได้รับความเห็นชอบ จากสภานายกพิเศษ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังไม่ได้ทำเป็นคำสั่ง จึงเป็นการกระทำ ที่ไม่ถูกต้องตามขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญ ดังนั้น มติคณะกรรมการแพทยสภา ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๘ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นที่สอง  การรักษาของแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลบางปะอินเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สั่งให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาล คณะแพทย์ และพยาบาลของโรงพยาบาลบางปะอินร่วมรับผิดต่อผู้ฟ้องคดีในกรณีให้การรักษาพยาบาลผู้ฟ้องคดีโดยไม่มีการดูแลรักษาจนเป็นเหตุให้ ผู้ฟ้องคดีถูกตัดนิ้วกลางมือขวาออกจำนวนสองข้อและนิ้วชี้มือขวาไม่สามารถงอได้ตามปกติ เป็นคำขอให้โรงพยาบาลบางปะอินรับผิดชอบต่อผู้ฟ้องคดีอันเกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่เป็นการกระทำทางกายภาพในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ คือ การรักษาพยาบาลและมิใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครอง
จึงไม่อยู่ในบังคับตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลยุติธรรมตามมาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒/๒๕๔๕
ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมติคณะกรรมการแพทยสภา ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๘ คำขออื่นให้ยก ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอุทธรณ์ว่า  ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่เห็นพ้องด้วยกับ คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น ดังนี้ (๑) ที่ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยว่า ก่อนมีมติในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๘ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังไม่ได้พิจารณาว่าในวันที่ผู้ฟ้องคดีเข้ารับการรักษา นายแพทย์ชัยพร นันทรัตนสกุล แพทย์เวร ได้อยู่ประจำโรงพยาบาลหรือไม่ อันทำให้มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า เนื่องจากในการประชุมครั้งดังกล่าว คณะกรรมการจริยธรรมฯ ได้พิจารณาเห็นว่าใน การให้การรักษาผู้ฟ้องคดีเป็นกรณีที่แพทย์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง มีเพียงพยาบาลเท่านั้น ที่ให้การตรวจและทำการรักษาบาดแผล ซึ่งพยาบาลมีสิทธิทำได้ตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยบุคคลซึ่งกระทรวง ทบวง กรม กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นอื่นหรือสภากาชาดไทยมอบหมายให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงเห็นว่าเป็นกรณีไม่มีมูล  ต่อมาที่ประชุมคณะกรรมการแพทยสภาพิจารณาแล้วมีความเห็นยืนตามความเห็นของคณะกรรมการจริยธรรมฯ และ ยังเห็นว่าการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของนายแพทย์ชัยพรเป็นไปตามข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๖ หมวด ๓ ข้อ ๑ “ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องรักษามาตรฐานของการประกอบวิชาชีพเวชกรรมในระดับที่ดีที่สุด...” จึงมีมติยกข้อกล่าวหา ส่วนที่คณะกรรมการแพทยสภาจะรับฟังพยานหลักฐานแค่ไหนเพียงใด เป็นดุลพินิจของคณะกรรมการ (๒) การที่จะให้มติของคณะกรรมการแพทยสภาต้องให้ได้รับความเห็นชอบจากสภานายกพิเศษก่อนจึงจะมีมติของคณะกรรมการแพทยสภาได้ตามมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบกับมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ นั้น จะต้องเป็นกรณีที่คณะกรรมการแพทยสภาพิจารณาสำนวน การสอบสวนของคณะอนุกรรมการสอบสวน แต่คดีนี้เป็นการสอบสวนของคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ตามมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ ซึ่งหลังจากสอบสวนเสร็จต้องเสนอคณะกรรมการแพทยสภาตามมาตรา ๓๕ เพื่อมีมติ และในการมีมติ ตามมาตรา ๓๕ (๓) ยกข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดกำหนดให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภานายกพิเศษ ซึ่งการพิจารณาที่ต้องได้รับความเห็นชอบ จากสภานายกพิเศษ ต้องผ่านขั้นตอนตามมาตรา ๓๕ (๒) ก่อน กล่าวคือ คณะกรรมการแพทยสภาเห็นว่าข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษมีมูลและให้คณะอนุกรรมการสอบสวนทำการสอบสวน หลังจากคณะอนุกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนแล้ว จะส่งสำนวนไปยังคณะกรรมการแพทยสภาเพื่อชี้ขาดตามมาตรา ๓๙ และจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภานายกพิเศษ ตามมาตรา ๒๕ (๔)  ดังนั้น การที่ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยว่ามติดังกล่าวยังไม่ได้รับ ความเห็นชอบจากสภานายกพิเศษตามมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติ เวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ จึงไม่ถูกต้อง และที่ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยว่ายังไม่ได้ทำเป็นคำสั่งแพทยสภาตามมาตรา ๓๙ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว นั้น เมื่อกรณี ไม่เข้าเงื่อนไข จึงไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๓๙ วรรคสี่แต่อย่างใด (๓) ตามอุทธรณ์ (๑) และ (๒) ถือว่าได้กระทำถูกต้องตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ แล้ว
มติคณะกรรมการแพทยสภาในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๘
จึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของ ศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้ยกฟ้อง ผู้ฟ้องคดีแก้อุทธรณ์ว่า  ๑ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอุทธรณ์ว่าคณะกรรมการแพทยสภาจะรับฟังพยานหลักฐานแค่ไหน เพียงใด เป็นดุลพินิจของคณะกรรมการนั้น
เห็นว่าไม่ถูกต้อง เนื่องจากคณะกรรมการแพทยสภาต้องรับฟังข้อเท็จจริงทั้งหมดเพื่อนำมาประกอบการพิจารณา เพราะถ้านำเฉพาะพยานหลักฐานเพียงบางส่วนมาประกอบการพิจารณาแล้ว จะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม คณะกรรมการจึงต้องนำหลักฐานทั้งหมด มาประกอบการพิจารณาโดยจะต้องนำการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ขณะอยู่เวรของ นายแพทย์ชัยพร นันทรัตนสกุล มาประกอบการพิจารณาด้วยว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว และตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ มาตรา ๓๕ (๑) (๒) และ (๓) ไม่ได้ระบุให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภานายกพิเศษแต่อย่างใด
เป็นความเข้าใจของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเองว่าถ้าจะต้องพิจารณาตามมาตรา ๓๕ (๓) ไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภานายกพิเศษ และถ้าเข้าตามมาตรา ๓๕ (๒) ถึงจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภานายกพิเศษ เพราะมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๔) ระบุว่าถ้าจะพิจารณาตามมาตรา ๓๙ วรรคสอง (๑) จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภานายกพิเศษ และ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่ากระบวนการไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕  ดังนั้น มติคณะกรรมการแพทยสภาในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๘ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษา ของศาลปกครองชั้นต้น ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชี้แจงเพิ่มเติมว่า พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม
พ.ศ. ๒๕๒๕ มาตรา ๓๕ กล่าวโดยสรุป เมื่อคณะกรรมการแพทยสภาได้รับรายงานจากคณะกรรมการจริยธรรมฯ แล้ว ให้คณะกรรมการแพทยสภามีมติอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ (๑) ให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ หาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม (๒) ให้คณะอนุกรรมการสอบสวน ในกรณีที่ข้อกล่าวหานั้นมีมูล และ (๓) ให้ยกข้อกล่าวหาในกรณีที่เห็นว่าไม่มีมูล และ มาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้กำหนดให้มีคณะอนุกรรมการสอบสวนอีกคณะ มีหน้าที่ดำเนินการตามมาตรา ๓๕ (๒) กล่าวคือ ทำการสอบสวนในกรณีที่ข้อกล่าวหาที่ผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ เสนอคณะกรรมการแพทยสภาพิจารณานั้น มีมูล และในมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อคณะกรรมการแพทยสภา ได้รับสำนวนการสอบสวนและความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวนแล้วให้ทำคำวินิจฉัยชี้ขาด และการวินิจฉัยชี้ขาดตามมาตรา ๓๙ นี้เอง ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบ จากสภานายกพิเศษ ตามมาตรา ๒๕ ซึ่งคดีนี้เป็นการที่คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ พิจารณาแล้วเสนอคณะกรรมการแพทยสภาตามมาตรา ๓๕ (๓) มิใช่เป็นการพิจารณา ของคณะอนุกรรมการสอบสวนพิจารณาแล้วเสนอคณะกรรมการแพทยสภาตามมาตรา ๓๙
ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภานายกพิเศษ ตามมาตรา ๒๕ แต่อย่างใด

ศาลปกครองสูงสุดออกนั่งพิจารณาคดีโดยได้รับฟังสรุปข้อเท็จจริงของ

ตุลาการเจ้าของสำนวนและคำชี้แจงด้วยวาจาประกอบคำแถลงการณ์ของตุลาการผู้แถลงคดี ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจพิจารณาเอกสารทั้งหมดในสำนวนคดี กฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๖ ผู้ฟ้องคดีได้รับอุบัติเหตุถูกเครื่องขูดมะพร้าวไฟฟ้าครูดที่มือขวาได้รับบาดเจ็บเป็นแผลที่นิ้วกลางและนิ้วชี้ จึงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลบางปะอิน พยาบาลได้ให้การรักษาบาดแผลโดยฉีดยาชา ที่นิ้ว ตัดหนังหุ้มปลายนิ้วแล้วเย็บแผล ในระหว่างตัดนิ้วกลางผู้ฟ้องคดีรู้สึกเสียวที่รักแร้และมีเลือดออกที่นิ้วกลางและนิ้วชี้ พยาบาลจึงเปิดแผลเย็บใหม่ ต่อมาในวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๖ ผู้ฟ้องคดีได้ไปรักษาบาดแผลที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึกซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ ผู้ฟ้องคดีทำงานอยู่ เมื่อแพทย์เปิดดูแผลปรากฏว่านิ้วกลางมีสีดำเนื่องจากเลือดไม่ไปเลี้ยง ที่ปลายนิ้ว แพทย์จึงทำการผ่าตัดนิ้วกลางออก ๒ ข้อ หลังจากนั้น ผู้ฟ้องคดีได้ย้ายไปรักษาแผลผ่าตัดที่โรงพยาบาลพญาไท ๒ การที่ต้องสูญเสียนิ้วกลาง ๒ ข้อ และนิ้วชี้งอไม่ได้
ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเป็นจำนวนมาก ผู้ฟ้องคดีได้ไปติดต่อผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางปะอินเพื่อขอให้ช่วยเหลือ ค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ สอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่านายแพทย์ชัยพร นันทรัตนสกุล เป็นแพทย์เวรในวันที่ผู้ฟ้องคดีเข้ารับการรักษา ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๖ ร้องเรียนไปยัง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่าแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลบางปะอินทำการรักษาผิดพลาด หลังจากรับเรื่องร้องเรียนของผู้ฟ้องคดีแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้เสนอเรื่องต่อประธานคณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ชุดที่เจ็ด เพื่อดำเนินการสืบสวน หาข้อเท็จจริง ซึ่งคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้พิจารณาเรื่องร้องเรียนของผู้ฟ้องคดี โดยได้พิจารณาหนังสือสรุปผลการตรวจรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลบางปะอิน โรงพยาบาลทหารผ่านศึก และโรงพยาบาลพญาไท ๒ รวมทั้งบันทึกคำให้การของผู้ฟ้องคดีแล้วเห็นว่าการรักษาผู้ฟ้องคดีเป็นกรณีที่แพทย์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง มีเพียงพยาบาล ที่ให้การตรวจและทำการรักษาบาดแผลให้ผู้ฟ้องคดี ซึ่งพยาบาลมีสิทธิทำได้เนื่องจาก เป็นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยบุคคลซึ่งกระทรวง ทบวง กรม กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นอื่น หรือสภากาชาดไทยมอบหมายให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๙ คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ เห็นว่าเรื่องร้องเรียนของผู้ฟ้องคดีเป็นกรณีไม่มีมูล และรายงานความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการแพทยสภาเพื่อพิจารณาตาม ข้อ ๓๑ และข้อ ๓๒ หมวด ๔ ของข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยกระบวนวิธีพิจารณาคดีด้านจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งคณะกรรมการแพทยสภาได้นำเรื่องร้องเรียนของผู้ฟ้องคดีเข้าพิจารณา ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๘ แล้วเห็นชอบตามความเห็น ของคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ และมีมติว่าเป็นกรณีไม่มีมูลให้ยกข้อกล่าวหา หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีหนังสือแจ้งมติคณะกรรมการแพทยสภาดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีทราบ
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคณะกรรมการแพทยสภายังไม่ได้วินิจฉัยว่านายแพทย์ชัยพร นันทรัตนสกุล ซึ่งเป็นแพทย์เวรของโรงพยาบาลบางปะอินละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ทำการรักษา ผู้ฟ้องคดีในวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๖ แต่ปล่อยให้พยาบาลเป็นผู้รักษา มติของคณะกรรมการแพทยสภาในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๘ เป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอน มติคณะกรรมการแพทยสภาในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๘ คำขออื่นให้ยก ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น จึงอุทธรณ์ขอให้ศาลปกครองสูงสุดกลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้ยกฟ้อง คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพียงประเด็นเดียวว่า มติของคณะกรรมการแพทยสภาในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๘ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า การจะวินิจฉัยว่ามติของคณะกรรมการแพทยสภาในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๘
ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาเบื้องต้นก่อนว่าขั้นตอนในการออกมติของ คณะกรรมการแพทยสภาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โดยที่พระราชบัญญัติวิชาชีพ เวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ มาตรา ๓๓ กำหนดว่า เมื่อแพทยสภาได้รับเรื่องการกล่าวหาหรือ การกล่าวโทษตามมาตรา ๓๒ ให้เลขาธิการเสนอเรื่องดังกล่าวต่อประธานอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมโดยมิชักช้า มาตรา ๓๔ กำหนดว่า คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ประกอบด้วย ประธานคนหนึ่ง อนุกรรมการซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งจากสมาชิกมีจำนวนไม่น้อยกว่าคณะละสามคน คณะอนุกรรมการจริยธรรม แห่งวิชาชีพเวชกรรมมีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงในเรื่องที่ได้รับตามมาตรา ๓๓
แล้วทำรายงานพร้อมทั้งความเห็นเสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณา และมาตรา ๓๕
กำหนดว่า เมื่อคณะกรรมการได้รับรายงานและความเห็นของคณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมแล้ว ให้คณะกรรมการพิจารณารายงานและความเห็นดังกล่าว แล้วมีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (๑) ให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพ เวชกรรมหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อเสนอให้คณะกรรมการพิจารณา (๒) ให้คณะอนุกรรมการ สอบสวนทำการสอบสวนในกรณีที่เห็นว่าข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษนั้นมีมูล (๓)
ให้ยกข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษในกรณีที่เห็นว่าข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษนั้นไม่มีมูล คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ภายหลังจากที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้รับหนังสือของผู้ฟ้องคดี ที่ร้องเรียนพยาบาลและแพทย์โรงพยาบาลบางปะอินว่าทำการรักษาบาดแผลที่นิ้วให้แก่ ผู้ฟ้องคดีผิดพลาดเป็นเหตุให้แผลติดเชื้อทำให้ต้องสูญเสียอวัยวะและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ รวมทั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเป็นจำนวนมากแล้ว ก็ได้เสนอ เรื่องดังกล่าวต่อประธานอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมเพื่อดำเนินการ สืบสวนหาข้อเท็จจริงในเรื่องร้องเรียนดังกล่าว ต่อมาคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ พิจารณา แล้วเห็นว่าในการรักษาผู้ป่วยรายของผู้ฟ้องคดีเป็นกรณีที่แพทย์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
มีเพียงพยาบาลเท่านั้นให้การตรวจและทำการรักษาบาดแผลให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งพยาบาล มีสิทธิทำได้เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยบุคคล
ซึ่งกระทรวง ทบวง กรม กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น หรือสภากาชาดไทยมอบหมายให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๙
จึงเป็นกรณีไม่มีมูล และได้รายงานความเห็นเสนอคณะกรรมการแพทยสภาพิจารณา
ซึ่งต่อมาคณะกรรมการแพทยสภาได้มีมติในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๘ เมื่อวันที่
๑๐ มีนาคม ๒๕๔๘ เห็นชอบตามความเห็นของคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ และมีมติ ให้ยกข้อกล่าวหา พิเคราะห์แล้วเห็นว่า มติของคณะกรรมการแพทยสภาในการประชุม ครั้งที่ ๓/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๘ ที่ให้ยกข้อกล่าวหาของผู้ฟ้องคดีเป็นขั้นตอนที่คณะกรรมการแพทยสภาได้พิจารณารายงานและความเห็นของคณะอนุคณะกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ชุดที่เจ็ด ภายหลังจากที่คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ
ได้แสวงหาข้อเท็จจริงตามมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ และรายงานเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการแพทยสภาพิจารณาตามมาตรา ๓๕ แห่ง พระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการแพทยสภาได้มีมติให้ยกข้อกล่าวหาเนื่องจาก เห็นว่าไม่มีมูล ตามมาตรา ๓๕ (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน กรณีจึงไม่ใช่เป็นขั้นตอนการวินิจฉัยชี้ขาดของแพทยสภาที่ทำการพิจารณารายงานผลการสอบสวนของคณะอนุกรรมการสอบสวนสำหรับกรณีที่เห็นว่าข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษนั้นมีมูลตามมาตรา ๓๕ (๒) ประกอบกับมาตรา ๓๙ วรรคสอง (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่กำหนดให้มติของคณะกรรมการแพทยสภาต้องได้รับความเห็นชอบจากสภานายกพิเศษก่อนตามมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ และคำวินิจฉัยชี้ขาด ของคณะกรรมการดังกล่าวต้องทำเป็นคำสั่งแพทยสภาตามมาตรา ๓๙ วรรคสี่ แห่ง พระราชบัญญัติดังกล่าว ดังที่ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยแต่อย่างใด ดังนั้น ขั้นตอน ในการออกมติของคณะกรรมการแพทยสภาดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างในคำอุทธรณ์ว่าการที่จะให้มติของคณะกรรมการแพทยสภาต้องได้รับ ความเห็นชอบจากสภานายกพิเศษก่อนจึงจะดำเนินการตามมติของแพทยสภาได้ ตามมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕
และต้องทำเป็นคำสั่งแพทยสภาตามมาตรา ๓๙ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว
จะต้องเป็นกรณีที่คณะกรรมการแพทยสภาพิจารณาสำนวนการสอบสวนของคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ แล้วเห็นว่าข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษมีมูลและให้คณะอนุกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนแล้ว แต่คดีนี้เป็นกรณีที่คณะกรรมการแพทยสภาพิจารณาสำนวน การสอบสวนของคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ตามมาตรา ๓๔ ประกอบกับมาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว กรณีจึงไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภานายกพิเศษ และไม่ต้องทำเป็นคำสั่งของแพทยสภา จึงฟังขึ้น
คดีมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาต่อไปว่า มติของคณะกรรมการแพทยสภา ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๘ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
เห็นว่า โดยที่มาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ บัญญัตินิยาม คำว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม” หมายความว่า บุคคลซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา ประกอบกับระเบียบกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยบุคคลซึ่งกระทรวง ทบวง กรม กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริหาร ส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นอื่นหรือสภากาชาดไทยมอบหมายให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อ ๖ กำหนดว่า บุคคลซึ่งได้รับมอบหมายจะทำการประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้เฉพาะ ๖.๑ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการหรือเงื่อนไขที่ระเบียบนี้กำหนด
๖.๒ เป็นการปฏิบัติราชการหรืออยู่ในระหว่างการปฏิบัติราชการตามหน้าที่หรือตามที่ ได้รับมอบหมาย และ ๖.๓ ต้องอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และข้อ ๗ กำหนดว่า ให้บุคคลที่มีวุฒิประกาศนียบัตรพนักงานอนามัย ประกาศนียบัตรเจ้าพนักงานสาธารณสุข (พนักงานอนามัย) ประกาศนียบัตรสาธารณสุขศาสตร์ ประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาลและผดุงครรภ์ ประกาศนียบัตรพนักงานสุขภาพชุมชน
หรือผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นสองทำการประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้ ดังต่อไปนี้... ๗.๒ ด้านศัลยกรรม... ๗.๒.๒ เย็บบาดแผลที่ไม่สาหัส และ ๗.๒.๓. ชะล้าง
ทำแผล ตกแต่งบาดแผล เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าคณะอนุกรรมการจริยธรรม แห่งวิชาชีพเวชกรรมได้ดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงตามข้อร้องเรียนของ ผู้ฟ้องคดีแล้วเห็นว่าการรักษาผู้ป่วยรายของผู้ฟ้องคดีเป็นกรณีที่แพทย์ไม่ได้มี ส่วนเกี่ยวข้อง มีเพียงพยาบาลที่ให้การตรวจและทำการรักษาบาดแผลให้กับผู้ฟ้องคดี
ซึ่งพยาบาลมีสิทธิทำได้ตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยบุคคลซึ่งกระทรวง ทบวง กรม กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริการส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นอื่น หรือสภากาชาดไทยมอบหมายให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงเห็นว่าเป็นกรณีไม่มีมูล
และได้เสนอรายงานความเห็นให้คณะกรรมการแพทยสภาพิจารณา และต่อมาคณะกรรมการแพทยสภาได้มีมติในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๘ เห็นชอบกับความเห็นของคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ว่ากรณีไม่มีมูลและให้ยกข้อกล่าวหา นั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้มติของคณะกรรมการแพทยสภาในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๘ เห็นชอบกับความเห็นของคณะอนุกรรมการจริยธรรม แห่งวิชาชีพเวชกรรมว่าการรักษาผู้ป่วยรายของผู้ฟ้องคดีเป็นกรณีที่แพทย์ไม่ได้มี ส่วนเกี่ยวข้อง มีเพียงพยาบาลเท่านั้นที่ให้การตรวจและทำการรักษาบาดแผลให้ผู้ป่วย
ซึ่งพยาบาลมีสิทธิทำได้เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยบุคคลซึ่งกระทรวง ทบวง กรม กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริการส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นอื่น หรือสภากาชาดไทยมอบหมายให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
พ.ศ. ๒๕๓๙ เห็นว่าเป็นกรณีไม่มีมูลจึงให้ยกข้อกล่าวหา จะเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ตาม หากแต่ระเบียบดังกล่าวนอกจากจะกำหนดให้สามารถมอบหมาย ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลทำการประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้าง แต่โดยที่ข้อ ๖.๓ ของระเบียบดังกล่าว ยังได้กำหนดว่าบุคคลซึ่งได้รับมอบหมาย จะทำการประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้เฉพาะต้องอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็น ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งหมายถึงแพทย์ที่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบ วิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ
เพียงแต่รายงานความเห็นต่อคณะกรรมการแพทยสภาว่าการรักษาผู้ป่วยรายของผู้ฟ้องคดีเป็นกรณีที่แพทย์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง มีเพียงพยาบาลเท่านั้นที่ให้การตรวจและทำการรักษาผู้ป่วย โดยที่ยังไม่ได้ทำการแสวงหาข้อเท็จจริงตามอำนาจหน้าที่ให้ปรากฏว่าในขณะ ที่พยาบาลได้ทำการตรวจรักษาบาดแผลให้แก่ผู้ฟ้องคดีอยู่นั้น มีแพทย์เวรประจำโรงพยาบาลคอยควบคุมให้คำปรึกษาอยู่หรือไม่ และเมื่อคณะกรรมการแพทยสภาพิจารณาแล้ว กลับมีมติเห็นชอบกับความเห็นของคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ดังกล่าว โดยมิได้ใช้อำนาจตามหน้าที่สั่งให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ แสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาตามมาตรา ๓๕ (๑) แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕  ดังนั้น
เมื่อคณะกรรมการแพทยสภามีมติยืนตามความเห็นของคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ
โดยมิได้รับฟังข้อเท็จจริงอันสาระสำคัญให้ครบถ้วนก่อนมีมติ กรณีจึงถือว่ามติของคณะกรรมการแพทยสภาในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๘
ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการใช้ดุลพินิจโดยปราศจากข้อเท็จจริงหรือเหตุผล อันสมควร ที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างในคำอุทธรณ์ว่าได้กระทำถูกต้องตามพระราชบัญญัติ วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ แล้ว มติของคณะกรรมการแพทยสภาในการประชุม ครั้งดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย นั้น ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนมติของคณะกรรมการแพทยสภาในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๘
ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน

นายดำริ  วัฒนสิงหะ           ตุลาการเจ้าของสำนวน ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด

นายปรีชา  ชวลิตธำรง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายวรพจน์  วิศรุตพิชญ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายวิษณุ  วรัญญู ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายวรวิทย์  กังศศิเทียม ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

น่าเห็นใจพยาบาลครับ ผมเองเมื่อสมัยเกิดผมเกิดจากหมอตำแยครับ แล้วแ
Posted @December,12 2009 12.09 ip : 180...219

คนไข้ดวงซวยมากกว่า คิดว่าหลังเย็บแล้วน่าจะรักษาความสะอาดไม่ดีแผลจึงอักเสบ อยุธยาเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำและกันดารสรพงษ์ ชาตรียังไม่มีดอกาสเรียนหนังสือเลยครับ (แต่ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมาได้มอบให้แล้วครับ เนื่องจากสร้างหลวงพ่อโตครับ)สรพงษ์ ไม่กล้าที่จะสร้างที่อยุธยากลัวน้ำท่วมครับ

Comment #2
no-one
Posted @January,15 2010 13.17 ip : 111...20

คะ เดี๊ยนก็เห็นด้วยกับคุณคะว่าเป็นคราวซวยของคนไข้ ซวยเพราะมาเจอกับผู้รักษาที่สุดแสนจะเฮงซวย !!! ไร้ความรับผิดชอบ ต่อสิ่งที่ปฏิบัติ

หวังว่าคุณคงไม่ใช่พวกเราดอกนะคะ

แสดงความคิดเห็น

« 4076
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ : เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการขึ้นบรรทัดใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง

เครือข่ายพยาบาลเพื่อการควบคุมยาสูบฯ ในเขตภาคใต้

ท่านสมัครเป็นสมาชิกของเครือข่ายพยาบาลเพื่อการควบคุมยาสูบฯ ในเขตภาคใต้ หรือยัง? หากยังไม่ได้สมัคร ท่านสามารถ

ท่านสมัครสมาชิกสมาคมพยาบาลฯ สาขาภาคใต้ หรือยัง?

ท่านสามารถดาวน์โหลดใบสมัคร และกรอกรายละเอียด ส่งใบสมัครพร้อมหลักฐานประกอบการสมัครไปที่สมาคมพยาบาลฯ สาขาภาคใต้ ได้โดยตรง

ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม