สมาคมพยาบาลฯ สาขาภาคใต้

กระดานข่าวถาม-ตอบ

เตือนภัย"โรคซีวีเอส ภับเงียบคนทำงานหน้าจอคอมฯ นานๆ"

by wig @July,21 2010 17.53 ( IP : 202...238 ) | Tags : กระดานข่าวถาม-ตอบ

คนที่ทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์* ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เช่นเกินสองถึงสามชั่วโมง มักจะมีอาการปวดตา แสบตา ตามัวและบ่อยครั้งที่จะมีอาการปวดหัวร่วมด้วยอาการทางสายตาเหล่านี้เกิดจากการจ้องดูข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป เรียกกลุ่มอาการเหล่านี้ว่า"คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม" (computer vision syndrome) หรือ "โรคซีวีเอส"อาการเหล่านี้พบได้ถึงร้อยละ 75 ของบุคคลที่ใช้คอมพิวเตอร์โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี อาการในบางคนอาจเป็นเล็กๆ น้อยๆไม่บั่นทอนการทำงาน หรือพักการใช้คอมพิวเตอร์สักครู่ก็หายไปบางคนอาจต้องว่างเว้นการใช้เป็นวันก็หายไป บางรายอาจต้องใช้ยาระงับอาการ
สาเหตุของโรค
1. ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ไม่ค่อยกระพริบตา ปกติแล้วเราทุกคนจะต้องกระพริบตาอยู่เสมอ เป็นการเกลี่ยน้ำตาให้คลุมผิวตาให้ทั่วๆโดยมีอัตราการกระพริบ 20 ครั้งต่อนาทีหากเราอ่านหนังสือหรือนั่งจ้องคอมพิวเตอร์ อัตราการกระพริบจะลดลงโดยเฉพาะการจ้องคอมพิวเตอร์การกระพริบตาจะลดลงกว่าร้อยละ 60 ทำให้ผิวตาแห้งก่อให้เกิดอาการแสบตา ตาแห้ง รู้สึกฝืดๆ ในตา 2. แสงจ้า และแสงสะท้อนจากจอคอมพิวเตอร์ ทำ ให้ตาเมื่อยล้าทั้งแสงจ้าและแสงสะท้อนมายังจอภาพ อาจเกิดจากแสงสว่างไม่พอเหมาะมีไฟส่องเข้าหน้าหรือหลังจอภาพโดยตรงหรือแม้แต่แสงสว่างจากหน้าต่างปะทะหน้าจอภาพโดยตรงก่อให้เกิดแสงจ้าและแสงสะท้อนเข้าตาผู้ใช้ ทำให้เมื่อยล้าตาง่าย 3. การออกแบบและการจัดภาพ ระยะทำงานที่ห่างจากจอภาพให้เหมาะสมควรจัดจอภาพให้อยู่ในระยะพอเหมาะที่ตามองสบายๆ ไม่ ต้องเพ่งโดยเฉลี่ยระยะจากตาถึงจอภาพควรเป็น 0.45 ถึง 0.50 เมตร ตาอยู่สูงกว่าจอภาพโดยเฉพาะผู้ที่ใช้แว่นสายตาที่มองทั้งระยะใกล้และไกลจะต้องตั้งจอภาพให้ต่ำกว่าระดับตา เพื่อจะได้มองตรงกับเลนส์แว่นตาที่ใช้มองใกล้ 4. รายงานการศึกษาวิจัยเมื่อปี 2004พบว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดโรคซีวีเอสคือมุมของระดับสายตา (angle of gaze) กับจอคอมพิวเตอร์ อาการต่างๆจะหายไปเมื่อมุมดังกล่าวมากกว่า 14 องศา
ส่วนปัจจัยอื่นๆจากการวิจัยพบว่าไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้ที่มีสายตาที่ผิดปกติอยู่เดิมสายตาที่ผิดปกติอยู่เดิมเช่น มีสายตาสั้น ยาว หรือเอียง หรือสายตาผู้สูงอายุควรแก้ไขสายตาให้มองเห็นชัดที่สุด จะได้ไม่ต้องเพ่งโดยไม่จำเป็นบางคนสายตาผิดปกติไม่มาก ถ้าทำงานตามปกติจะไม่มีอาการอะไร แต่ถ้ามาทำงานกับจอคอมพิวเตอร์จะเกิดอาการเมื่อยล้าได้ *สำหรับผู้สูงอายุที่ ต้องใช้แว่นสายตามองทั้งระยะ ไกลและใกล้หากใช้แว่นตานั้นทำงานคอมพิวเตอร์นานๆ มีอาการปวดเมื่อยในตามากอาจต้องปรึกษาจักษุแพทย์พิจารณาทำแว่นสายตาที่เห็นระยะจอคอมพิวเตอร์และตัวหนังสือที่เหมาะสม บางรายหากมีโรคบางอย่างอยู่เช่น ต้อหินเรื้อรัง ม่านตาอักเสบ หรือแม้แต่เยื่อบุตาอักเสบ ตลอดจนโรคทางกายเช่น โรคไซนัสอักเสบ ไข้หวัด ร่างกายทั่วไปอ่อนเพลียจะทำให้การปรับสายตาเพื่อการมองเห็นชัด ทำให้เกิดการปวดเมื่อยนัยน์ตาได้ง่าย*อาการของโรคตาเมื่อยล้า,ตาแห้ง, แสบตา, ตาสู้แสงไม่ได้, ตาพร่ามัว, ปวดศีรษะ, ปวดเมื่อยบ่า ไหล่ คอหรือปวดหลัง วิธีแก้ไข
1. ถ้ารู้สึกตัวว่าจ้องหน้าจอนานเกินไป ให้ กระพริบตาให้บ่อยขึ้นหรือพักสายตาโดยการละสายตาจากคอมพิวเตอร์ หลังจากใช้ไปประมาณ 20 - 30 นาทีหรืออาจใช้ยาหล่อลื่นลูกตาประเภทน้ำตาเทียม 2. จัดแสงไฟและตำแหน่งจอภาพให้เหมาะสม อย่าให้จอภาพหันหน้าเข้าหน้าต่างหรืออยู่ตรงหน้าต่าง โคมไฟที่ส่องหน้าตรงๆลงมาอาจทำให้เกิดแสงจ้า น่าจะเปลี่ยนเป็นหลอดไฟที่กระจายทั่วๆ ไปหรือโคมไฟที่ส่องเฉพาะกระดาษ อย่าให้แสงปะทะกับจอภาพและตาผู้ใช้ 3. ปรับคลื่นแสงที่หน้าจอ (Refresh rate) ซึ่งเครื่องส่วนใหญ่จะปรับอยู่ที่ 60 Hzซึ่งขนาดนี้ทำให้เกิดแสงกระพริบทำให้ภาพบนจอเต้นกระตุ้นให้เราต้องปรับตาเพื่อโฟกัสใหม่อยู่เรื่อยๆ ทำให้ตาเมื่อยล้าได้ ควรปรับความถี่ให้อยู่ระดับ70-80 Hz จะทำให้จอภาพเต้นน้อยลง สบายตาขึ้น
การรักษา 1. ใช้น้ำตาเทียม artificial tear หยอดตาจะสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดตาและแสบตาได้ 2. ยาหยอดตาชนิดที่ทำมาจากสมุนไพร (itone)มีรายงานการศึกษาวิจัยจากประเทศอินเดียในผู้ป่วย 120 รายเทียบกับน้ำตาเทียมและยาหลอก พบว่าได้ผลดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3. ในประเทศอังกฤษ ผล การวิจัยพบว่าการใช้ยาหยอดตาชนิด povidone 2%preservative-free ในผู้ที่ใส่เลนส์สัมผัส ช่วยบรรเทาอาการได้ดีมากและแนะนำให้หยอดตาเมื่อมีอาการ ไม่จำเป็นต้องหยอดตาเป็นช่วงเวลา ข้อควรปฏิบัติ วิธีการแก้ไขที่ควรนำไปปฏิบัติมีหลายประการ เช่น
1. ให้พักสายตาเป็นระยะๆ หลัง จากทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ไปได้สัก 20-30นาที ควรหยุดพักสายตาเป็นเวลา 2-4 นาที แล้วค่อยลืมตาขึ้นทำงานใหม่หากสามารถปฏิบัติได้จนเป็นนิสัยก็จะป้องกันไม่ให้เกิดกลุ่มอาการคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมได้ 2. การทำงานจ้องจอภาพนานเกินไป ไม่ ว่าจะเกิดจากงานเร่งหรือมีหน้าที่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเดียวก็ตามย่อมเกิดอาการได้ง่าย ทุก 2ชั่วโมงที่จ้องจอภาพควรพักสายตาประมาณ 15 นาที โดยมองออกไปไกลๆ หรือหลับตาเฉยๆหากเป็นไปได้ควรทำงานที่จ้องจอภาพวันละไม่เกิน 4 ชั่วโมงเวลาที่เหลือไปทำงานอย่างอื่นบ้าง 3. พิจารณาแสงสว่าง ทั้งแสงภายในห้องทำงานและแสงสว่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยจัดแสงภายในห้องทำงานไม่ให้มีแสงสะท้อนมาที่จอคอมพิวเตอร์และปรับแสงสว่างหน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่ให้แสงจ้ามากเกินไปหลายคนทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์โดยไม่เคยปรับแสงสว่างรวมทั้งความเข้มของแสงเลยสักครั้งเดียว 4. นั่งห่างจากจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 16-30 นิ้วจากดวง ตาและควรให้จุดกึ่งกลางของหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 20 องศาจัดเป็นท่านั่งทำงานกับจอคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุด 5. ระมัดระวังปัญหาปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดคอ ที่มักเกิดขึ้นร่วมกันได้บ่อยๆ
บทความจาก ฟิสิกส์ราชมงคล

แสดงความคิดเห็น

« 8748
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง

เครือข่ายพยาบาลเพื่อการควบคุมยาสูบฯ ในเขตภาคใต้

ท่านสมัครเป็นสมาชิกของเครือข่ายพยาบาลเพื่อการควบคุมยาสูบฯ ในเขตภาคใต้ หรือยัง? หากยังไม่ได้สมัคร ท่านสามารถ

ท่านสมัครสมาชิกสมาคมพยาบาลฯ สาขาภาคใต้ หรือยัง?

ท่านสามารถดาวน์โหลดใบสมัคร และกรอกรายละเอียด ส่งใบสมัครพร้อมหลักฐานประกอบการสมัครไปที่สมาคมพยาบาลฯ สาขาภาคใต้ ได้โดยตรง

ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม